web analytics

“ไอติม” แนะสภาเดี่ยวมีข้อดี อาจเป็นทางออกวิกฤติชาติ

thumbnail

แชร์เนื้อหานี้!

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม อดีตผู้สมัคร สส. เขตบางกะปิ วังทองหลาง พรรคประชาธิปัตย์ (ปัจจุบันไม่สังกัดพรรคการเมือง) แสดงความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน ผ่านทางงานเสวนาซึ่งได้มีการถอดความลงในเฟซบุก พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu ดังนี้

[#ถึงเวลาสภาเดี่ยว – อย่าถามว่า “ควรเลือกตั้ง ส.ว. ไหม?” แต่ให้ถามว่า “จำเป็นต้องมี ส.ว. ไหม?”]
.
สำหรับการหาฉันทามติในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เราจำเป็นต้องเริ่มจากการหาฉันทามติในคุณค่าหลักที่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องยึดโยง
.
หลักการหนึ่งที่ผมคิด (หวัง) ว่าทุกคนจะเห็นตรงกันหมด คือการที่ประชาชนทุกคนควรมี “1 สิทธิ์ 1 เสียง” เท่าเทียมกันในการกำหนดทิศทางประเทศ
.
ถ้าเราถามว่าเนื้อหาอะไรของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ขัดกับหลักการนี้มากที่สุด คำตอบคงหนีไม่พ้นเรื่องของวุฒิสภา
.
ในขณะที่ 38 ล้านเสียงทั่วประเทศในวันเลือกตั้ง ส.ส. ถูกแปรมาเป็น 500 เสียง แต่ ส.ว. ที่ถูกแต่งตั้งโดยไม่กี่คนถูกแปรมาเป็น 250 เสียง ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เรายังห่างไกลจากกติกาที่ให้ทุกคนมี “1 สิทธิ์ 1 เสียง” เท่ากัน แต่เราจะแก้ไขเรื่องวุฒิสภาอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล?
.
จริงอยู่ว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตยได้ โดยวุฒิสภาไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่มาตรฐานประชาธิปไตยกำหนดไว้ว่าอำนาจที่วุฒิสภามี กับที่มาของสมาชิกที่ยึดโยงกับประชาชนใน ต้องสอดคล้องกัน
.
ถ้าวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งที่ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง อำนาจก็ไม่ควรเยอะ (เช่น วุฒิสภาของอังกฤษ ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจแค่ยับยั้งกฎหมายได้ 1 ปี)
.
ถ้าวุฒิสภามีอำนาจเยอะ สมาชิกก็ควรมาจากการเลือกตั้ง (เช่น วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาที่ถอดถอนประธานาธิบดีได้ เลยต้องมีการจัดเลือกตั้งวุฒิสภาโดยตรง)
.
ปัญหาของวุฒิสภาของไทยปัจจุบัน คือความไม่สมดุลระหว่างอำนาจที่มีเยอะ (ถึงขั้นเลือกนายกฯ) กับ ที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน (แต่งตั้งโดยกระบวนการที่ไม่แม้กระทั่งเปิดเผยให้ประชาชนรู้) พอมองถึงทางออก หลายคนมักเสนอ 2 ทางเลือก แต่ทั้ง 2 ทางก็มีความท้าทายในตัว
.
ทางเลือกที่ 1 คือการจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. เพื่อยกระดับให้ที่มาของสมาชิกมีความยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจที่สูง แต่คำถามที่ตามมาก็คือจะจัดการเลือกตั้งแบบไหน ให้ไม่ทับซ้อนหรือได้ผลลัพธ์เดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.?
.
ทางเลือกที่ 2 คือการลดอำนาจ ส.ว. เพื่อลดระดับอำนาจให้สอดคล้องกับที่มาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่คำถามที่ตามมาก็คือใครจะรับหน้าที่คัดสรรสมาชิก ที่เรามั่นใจว่าจะมีความเป็นกลางจริง?
.
แต่ผมคิดว่าประเทศเรา มีทางเลือกที่ 3
.
ทางออกที่ผมคิดว่าเราน่าจะพิจารณาอย่างจริงจัง ที่ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างซ้ายหรือขวาแต่อาจนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้า คือการปรับประเทศไทยเป็นระบบสภาเดี่ยว ที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภา แต่มีเพียงสภาผู้แทนราษฎร
.
จากมุมมองของประวัติศาสตร์ ประเทศไทยก็เคยอยู่ภายใต้ระบบสภาเดี่ยวมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เจตนารมณ์ดั้งเดิมของการมีวุฒิสภาในไทยคือการเป็น “พี่เลี้ยง” ให้ ส.ส. ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย แต่ในเมื่อปัจจุบัน สังคมเราก็คุ้นเคยกับระบบประชาธิปไตยมากว่า 80 ปีแล้ว “พี่เลี้ยง” ยังมีความจำเป็นไหม?
.
จากมุมมองของกระแสโลก ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ใช้ระบบการปกครองเหมือนประเทศไทยส่วนมากใช้ระบบสภาเดี่ยวแล้ว เมื่อเราตัดประเทศที่ใช้ระบบประธานาธิบดี (presidential) และประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ (federal) ออกไป เราจะเหลือ 31 ประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา (parliamentary) และเป็นรัฐเดี่ยว (unitary) เหมือนประเทศไทย
.
จาก 31 ประเทศ นี้ 20 ประเทศ (2 ใน 3) ใช้ระบบสภาเดี่ยว (เช่น นิวซีแลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก กรีซ อิสราเอล) โดยส่วนมากได้ปรับจากระบบสภาคู่มาเป็นสภาเดี่ยวในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
.
จาก 11 ประเทศ (1 ใน 3) ที่ยังใช้ระบบสภาคู่ มีเพียงแค่ 2 จาก 11 ประเทศ ที่มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง คือ ประเทศอังกฤษ (ที่วุฒิสภามาจากสภาขุนนางและประเพณีวัฒนธรรมที่กำจัดยาก) และ ประเทศตรินิแดดและโตเบโก (ที่มีประชากรเพียง 1.3 ล้านคน)
.
ข้อดีที่เราจะได้จากระบบสภาเดี่ยว
1. ทำให้การผ่านกฎหมายใหม่หรือแก้กฎหมายเก่ามีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งอาจเหมาะสมกับการตอบสนองให้เท่าทันกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น
2. ลดงบประมาณจากการไม่มีวุฒิสภาได้อย่างน้อย 1,200 ล้านบาทต่อปี (ถ้าคำนวนจากแค่ค่าตอบแทน ค่าเดินทาง และค่าสรรหาคัดสรรสมาชิก)
สำหรับสิ่งที่หลายคนกังวลว่าเราจะเสียไปจากการไม่มีวุฒิสภา ผมมองว่ามีกลไกอื่นที่มาทดแทนได้ที่อาจมีประสิทธิภาพกว่า
1. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในกระบวนการออกกฎหมาย? เราแก้ได้ด้วยการเพิ่มบทบาทของสภาวิชาชีพในระดับกรรมาธิการ
2. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาคหรือจังหวัดต่างๆ? การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีผู้ว่าฯจากการเลือกตั้งและมีอำนาจมากขึ้นในการจัดการตนเอง น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า
3. วุฒิสภาควรมีอยู่เพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร? การติดอาวุธประชาชนผ่านการเปิดข้อมูลที่ละเอียดและละเอียดอ่อน และการเพิ่มพื้นที่ให้สื่อสืบสวนสอบสวนทำงานอย่างเสรี ในโลกสมัยใหม่ กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอาจจะควรพึ่งข้อมูลมากกว่าพึ่งบุคคล
.
ท้ายสุดแล้ว ผมทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งเดียวที่อันตรายกว่าการไม่มีวุฒิสภามาถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร คือการมีวุฒิสภาที่ให้ท้ายอำนาจฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ
.
การปรับเข้าสู่ระบบสภาเดี่ยว อาจไม่ใช้คำตอบสุดท้าย แต่อย่างน้อยควรเป็นคำถามที่เราตั้งกับสังคมไทย
#ถึงเวลาสภาเดี่ยว ?
.
#paritw
.
.
ขอบคุณคลิปบางส่วนจาก new consensus thailand ครับ.

[#ถึงเวลาสภาเดี่ยว – อย่าถามว่า “ควรเลือกตั้ง ส.ว. ไหม?” แต่ให้ถามว่า “จำเป็นต้องมี ส.ว….

Posted by พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu on Thursday, 29 August 2019

ข้อมูลจากแฟนเพจ พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu

แชร์เนื้อหานี้!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back To Top